วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่ 15 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

การเรียนการสอน

-อาจารย์สอนเรื่อง เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ (LD) ส่วนใหญ่มักมีปัญหาทางการเรียน ดังนี้

  • การดูแลให้ความช่วยเหลือ
  • การสร้างแรงทางบวก
  • รู้จักลักษณะของเด็กที่เป็นสัญญาณเตือน
  • งานแผนการจัดนำแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก
  • สังเกตติดตามความสามารถ และการมีส่วนร่วมในชั้น
  • IEP

การรักษาด้วยยา
  • Ritalin มีใช้ในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่
  • Dexedrine ใช้ในต่างประเทศ
  • Cylert   ใช้ในต่างประเทศ
หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ
สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ (สคส)
โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์
ศูนย์การศึกษาพิเศษ (Early Intervention)
โรงเรียนเฉพาะความพิการ
สถาบันราชานุกูล

สรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการดู DVO เรื่อง เรียนอย่างไรใช้ศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กพิเศษ  ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม  ได้ดังนี้

พัฒนาการในการช่วยบำบัดและส่งเสริมสำหรับเด็กพิเศษ

1.  การเคลื่อนไหวผ่านกิจกรรม เช่นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก ร่วมทั้งการพัฒนาทักษะการพูด โดยการใช้ดนตรีเข้ามาช่วยในกิจกรรม

2.  การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหรือสติปัญญา เช่น การตอบคำถามหลังจากการเล่านิทานจบ  กิจกรรมการจำแนกของที่มีลักณะเหมือนกัน เป็นต้น

3.  ทักษะการเข้าใจ  ฝึกการออกเสียง เพื่อใช้ในการสื่อสาร โดยกิจกรรม อย่างเช่น พูดเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวหรือการเรียกชื่อของตัวเอง

4.  ทักษะการใช้ภาษา การฝึกการประสานการทำงานระหว่างมือกับตา รวมกับสื่อสารกับบุคคลอื่นได้

5.  ทักษะการช่วยเหลือตนเอง เช่นการฝึกทำอาหาร ขนม การรีดเสื้อผ้า ซึ่งการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเพื่อเป็นความรู้ในการใช้ประกอบอาชีพได้ เช่น
...โครงการที่ช่วยส่งเสริมและดูแลสำหรับเด็กพิเศษ
...โครงการแม่ลูกผูกพัน
...โครงการฝึกอาชีพ เด็กพิเศษสามารถช่วยเหลือและพึ่งตนเองได้

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่ 14 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

การเรียนการสอน

** ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากอาจารย์ไปศึกษาดูงาน **

** สิ่งที่ค้นหาเพิ่มเติม **


เด็กพิเศษ
Special Child
ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
เด็กพิเศษ (Special Child) เริ่มเป็นคำที่คุ้นหูมากขึ้นในปัจจุบัน หลายคนอาจสงสัยว่าพวกเขาคือใคร และเด็กแบบไหนหรือที่เป็นเด็กพิเศษ เด็กกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างไร
เด็กพิเศษ เริ่มได้รับความสนใจ และการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง มาเมื่อไม่นานนี้ ทั้งๆ ที่เด็กกลุ่มนี้มีมานานแล้ว เมื่อกล่าวถึงเด็กพิเศษ แต่ละคนก็มักมีความเข้าใจที่แตกต่างกันไป บางคนนึกถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางคนนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่อง
เด็กพิเศษ มาจากคำเต็มว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” หมายถึงเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้าน การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง โดยออกแบบการดูแล ช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคน
เด็กพิเศษ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
  1. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
  2. เด็กที่มีความบกพร่อง
  3. เด็กยากจนและด้อยโอกาส
เด็กแต่ละกลุ่ม มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษเหมือนกัน แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละกลุ่ม แต่ละคน ในบทความนี้จะกล่าวถึงขอบเขตของเด็กพิเศษ แต่ละกลุ่มว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
1 ) เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
เด็กกลุ่มนี้มักไม่ค่อยได้รับการดูแล ช่วยเหลืออย่างจริงจัง เนื่องจาก เรามักคิดว่าพวกเขาเก่งแล้ว สามารถเอาตัวรอดได้ บางครั้งกลับไปเพิ่มความกดดันให้มากยิ่งขึ้น เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีก วิธีการเรียนรู้ในแบบปกติทั่วไป ก็ไม่ตอบสนองความต้องการในเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ทำให้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ไม่ได้แสดงออกอย่างเต็มศักยภาพ
เด็กที่มีความสามารถพิเศษ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้
  • เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง คือ กลุ่มเด็กที่มี ระดับสติปัญญา (IQ) ตั้งแต่ 130 ขึ้นไป
  • เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน อาจไม่ใช่เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง แต่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน อาจเป็นด้าน คณิตศาสตร์ - ตรรกศาสตร์ การใช้ภาษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา การแสดง ฯลฯ
  • เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์
2) เด็กที่มีความบกพร่อง
มีการแบ่งหลายแบบ ในที่นี้จะยึดตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ที่แบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางการสื่อสาร
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และการเคลื่อนไหว
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์ และพฤติกรรม
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disabilities)
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)
  • เด็กออทิสติก (รวมถึงความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้านอื่นๆ - PDDs)
  • เด็กที่มีความพิการซ้อน
3 ) เด็กยากจนและด้อยโอกาส
คือเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นในการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ของเด็ก และรวมถึงกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกใช้แรงงาน เด็กต่างด้าว ฯลฯ
เด็กกลุ่มต่างๆที่กล่าวถึง เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมด้วยวิธีการพิเศษ ซึ่งต่างไปจากวิธีการตามปกติ เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ได้ เพื่อให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม และได้รับการยอมรับในสังคม
คำว่า "เด็กพิเศษ" ในปัจจุบันมักหมายถึง กลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องเท่านั้น ส่วนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ กับกลุ่มเด็กยากจนและด้อยโอกาส มักไม่ค่อยเรียกว่าเป็นเด็กพิเศษ

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่ 13 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

การเรียนการสอน

- อาจารย์สอนและอธิบายรายละเอียด เรื่องการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

ดาวน์ซินโดรม (Down’s syndrome)


                       

เด็กดาวน์ หรือเด็กกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เป็นเด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เพราะความผิดปกติของโครโมโซม
โครโมโซม จะมีอยู่ในเซลร่างกายมนุษย์ แต่ละคนจะมีโครโมโซม 23 คู่ หรือ 46 แท่ง มีหน้าที่แสดงลักษณะของคนๆนั้นออกมา เช่น ผมสีดำ ตัวเตี้ย ตัวสูง เพศชาย เพศหญิง และถ่ายทอดลักษณะเหล่านั้นออกมาให้ลูกหลาน โดยจะได้จากบิดา 23 แท่ง มารดา 23 แท่ง

-- สาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการดาวน์
สาเหตุของความผิดปกติของโครโมโซม ยังไม่ทราบแน่ชัด มีปรากฏในทุกเชื้อชาติ เด็กเกิดใหม่ 1,000ราย จะพบเด็กดาวน์ 1 ราย ความผิดปกติมี 3 ประเภทคือ
  1. โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง พบได้ร้อยละ 95 %
  2. โครโมโซมคู่ที่ 14 มายึดติดกับคู่ที่ 21 พบได้ร้อยละ 4
  3. มีโครโมโซม ทั้งปกติในคนเดียวกันได้พบได้ร้อยละ 1
-- ลักษณะของเด็กดาวน์
  1. ลักษณะทั่วไป เด็กดาวน์ทุกคนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ ศีรษะเล็ก หน้าแบน สันจมูกแบน ตาเล็กเฉียงขึ้น หูเล็ก ช่องปากเล็ก เพดานปากสูง คอสั้น แขนขาสั้น มือแบนกว้าง นิ้วมือ นิ้วเท้าสั้น ฝ่าเท้าสั้น
  2. ระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนนิ่ม ข้อต่อยืดได้มาก ทำให้มีพัฒนาการการเคลื่อนไหวช้า และฝ่าเท้าแบนราบ ในบางราบอาจมีข้อกระดูกเคลื่อน จึงจำเป็นต้องมีการออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกเจริญเติบโตช้า ทำให้ตัวเล็กเตี้ย สันจมูกแบน ช่องปากเล็ก หูชั้นกลางอักเสบได้ง่าย มีความผิดปกติของกระดูกหูชั้นกลาง และชั้นใน ทำให้บางรายมีความบกพร่องทางการได้ยิน
  3. ระบบผิวหนัง มีความยืดหยุ่นน้อย มีเลือดมาเลี้ยงน้อย ทำให้ผิวหนังแห้งแตกง่าย มีรอยจ้ำเป็นลาย และการรับรู้ทางประสาทสัมผัสมีน้อย ควรออกกำลังกายเพื่อช่วยให้เลือดมาเลี้ยงดีขึ้น
  4. ระบบทางเดินอาหาร บางรายมีการอุดตันของลำไส้ และ/หรือ ไม่มีรูทวารตั้งแต่แรกเกิด บางรายอาจอาเจียนจนถึงอายุ 6 เดือน เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารไม่แข็งแรง เด็กส่วนมากมีปัญหาเร่องท้องอืด และท้องผูกได้ง่าย
  5. ระบบหัวใจ และหลอดเลือด บางรายอาจมีโรคหัวใจพิการ แต่กำเนิดร่วมด้วย และมะเร็งในเม็ดเลือดขาวได้บ้าง
  6. ระบบประสาท สมองมีขนาดเล็ก ทำให้มีการรับรู้ ความเข้าใจช้า สติปัญญาต่ำกว่าเด็กทั่วไปอาจมีปัญหาทางตา เช่น ตาเข สายตาสั้น ปัญหาการได้ยิน มีประสาทรับความรู้สึกต่างๆน้อยกว่าปกติ
  7. ระบบหายใจ ติดเชื้อง่าย เนื่องจากภูมิต้านทานต่ำ และขับเสมหะไม่ดี
  8. ระบบสืบพันธ์ อวัยวะเพศของผู้ชายอาจจะเล็กกว่าปกติ
  9. ระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง (Growth Hormone ,Thyroid Hormone ) อาจมีน้อยกว่าปกติ
  10. ลักษณะนิสัย และอารมณ์ วัยเด็กจะเชื่องช้า เมื่อโตขึ้นร่าเริงแจ่มใส การเลี้ยงดูที่เหมาะสม และการส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี จะมีผลต่อพฤติกรรมการปรับตัว และอารมณ์ของเด็กในทางที่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเจน
-- ความช่วยเหลือที่เด็กดาวน์ควรได้รับ
  1. วัยเด็ก เป็นวัยทองของชีวิต ทักษะต่างๆจะพัฒนาไปได้ถึงกว่า ร้อยละ 90 ในวัยนี้ เด็กควรได้รับการแก้ไขความพิการที่เป็นมาแต่กำเนิด การดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการส่งเสริมพัฒนาการ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของครอบครัว บุคลากรทางการศึกษา และสาธารณสุข
  2. วัยเรียน เมื่อเด็กได้รับการเตรียมพร้อม โดยเฉพาะทางด้านร่าง และพัฒนาการแล้ว เด็กควรได้รับการศึกษาในโรงเรียนปกติใกล้บ้าน เพื่อให้ได้เรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับชีวิตจริงในชุมชนของตนเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของครอบครัว และบุคลากรทางการศึกษา
  3. วัยทำงาน หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนแล้ว เด็กควรได้รับการฝึกอาชีพจากสถานที่ทำงานจริงในชุมชน หรือสถานฝึกอาชีพต่างๆต่อจากนั้น ชุมชนควรเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้ทำงาน งานที่ทำอาจเป็นงานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน หรือใช้ทักษะไม่มากนัก ในปัจจุบันมีสถานประกอบการเอกชนหลายแห่ง เปิดโอกาสให้กับเด็กเหล่านี้ ได้ทำงาน และมีอาชีพที่เหมาะสม เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับคนทั่วไป
-- การดูแลเด็กดาวน์
สุขภาพอนามัย เด็กดาวน์ จะมีโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือมักจะเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้นผู้ปกครอง จึงควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์ ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อแพทย์จะได้ค้นหา หรือให้การบำบัด รักษาได้ทันกาล รวมทั้งป้องกันโรค ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
-- การส่งเสริมพัฒนาการ
เด็กดาวน์ สามารถพัฒนาได้ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสม ดังนั้นผู้ปกครอง จึงควรพาเด็กไปพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ และวิธีการ ในการส่งเสริมพัฒนาการ เพื่อให้เด็กมีความพร้อม รวมทั้งนำกลับมาฝึกฝนที่บ้าน หรือในทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการใกล้เคียงกับเด็กปกติ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่ 12 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

การเรียนการสอน

- อาจารย์ให้เพื่อนๆแต่ละกลุ่มนำเสนองานต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ****




ออทิสซึม 
เป็นโรคความผิดปกติทางระบบประสาทชนิดหนึ่ง แสดงออกทางพัฒนาการทางสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรมเบี่ยงเบนหรือผิดปกติ ความผิดปกติดังกล่าวต้องแสดงออกให้เห็นชัดเจนก่อนอายุ 3 ปี

ความชุก 
ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคออทิสซึม แต่จากรายงานความชุกที่มีผู้อ้างถึงโดยทั่วไปคือ 4-5 ต่อประชากรเด็ก 10,000 คน และจาก 2 รายงานล่าสุดจากประเทศอังกฤษ พบออทิสซึม 57.9 และ 26.1 ต่อประชากรเด็ก 10,000 คน
มีการวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ตัวเลขความชุกของออทิซึมเพิ่มขึ้นว่าเป็นเพราะมารดาตั้งครรภ์ อาจเผชิญกับมลพิษเพิ่มขึ้น เผชิญกับเชื้อไวรัสมากขึ้น หรือเด็กที่คลอดเผชิญกับมลพิษ เชื้อโรค หรือแม้กระทั้งวัคซีนต่างๆมากขึ้น แต่จากงานวิจัยต่างๆ ไม่สามารถสนับสนุนสาเหตุดังกล่าวได้ เชื่อกันว่าตัวเลขความชุกที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นเพราะการตระหนักของบุคลากรทางการแพทย์ต่อโรคออทิสซึมที่สูงขึ้น ซึ่งสาเหตุนี้สอดคล้องกับสถิติอายุของเด็กที่มารับการวินิจฉัยครั้งแรกที่ รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ โดยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก ในช่วงปี พ.ศ. 2535-2540 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 3-5 ปี แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2545 เด็กส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 2-3 ปี

สาเหตุ 
จากหลักฐานทางการแพทย์หลายแหล่งเห็นพ้องกันว่า ออทิสซึมเกิดจากความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสมองในบางส่วน แต่ยังไม่พบสาเหตุชัดเจน ที่ทำให้สมองนั้นทำงานผิดปกติ อย่างไรก็ตามงานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันบ่งชี้ไปทางความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยพบว่าหากมีลูกคนหนึ่งเป็นออทิสซึม ลูกอีกคนจะมีโอกาสเป็นถึง 3% ซึ่งโอกาสนี้สูงกว่าความชุกในประชากรทั่วไปมาก
อาการ โดยทั่วไปออทิสซึม มีความผิดปกติ 3 ด้านหลัก กล่าวคือ
1. พัฒนาการทางสังคมผิดปกติ โดยเด็กมักแสดงออกโดย ชอบเล่นคนเดียว เล่นโดยไม่สนใจคนอื่น เด็กไม่สนใจชี้ชวนให้คนรอบข้างมาเล่นหรือสนใจร่วมกับตน เด็กไม่สบตา แต่มองแบบทะลุทะลวงหรือไร้อารมณ์ เด็กมักไม่ยินดียินร้าย ไม่ใยดีกับคำชม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เด็กไม่สนใจที่จะเลียนแบบ และขาดการเล่นทีมีจินตนาการ เด็กบางรายที่อาการดีขึ้นอาจสนใจที่จะเล่นร่วมกับคนอื่นบ้าง แต่มักชอบที่จะเล่นกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่มากกว่า เพราะผู้ใหญ่หรือเด็กโตมักเป็นฝ่ายปรับเข้าหาเด็กออทิสซึ่มนั้นๆ บางรายอาจเล่นกับเด็กวัยเดียวกันได้ แต่เด็กออทิซึมมักจะเป็นผู้นำการเล่นโดยไม่สนใจที่จะแบ่งปันบทบาทกับเพื่อน หรือรู้จักผลัดกันเล่น หรือเล่นตามกฎกติกาที่ควรเป็น เด็กออทิซึ่มมักถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดหรือเป็นเด็กที่เล่นด้วยไม่สนุก และมักเข้าไปที่ไหนวงแตกที่นั่น นอกจากนี้เด็กออทิซึมมักไม่สนใจที่จะผูกมิตรหรือรักษามิตรสัมพันธ์นั้นๆไว้ 
2. พัฒนาการทางการสื่อสารผิดปกติ โดยส่วนใหญ่เด็กมักจะมาด้วยอาการพูดช้า หรือพูดไม่สมวัย เด็กบางรายใช้ภาษาผิดไวยากรณ์ เด็กอาจใช้โทนเสียงผิดปกติ บางคนพูดเสียงสูงหรือเสียงแหลมตลอด บางคนพูดเสียงทุ้มหรือยานคางตลอด เด็กบางรายพูดภาษาตนเองที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ บางคนชอบพูดทวน เช่น มีคนถามว่านี่ " อะไร " เด็กจะตอบว่า " นี่อะไร " เด็กบางรายมีพัฒนาการทางการสื่อสารดีขึ้น พูดได้เป็นประโยค เล่าเรื่องได้ แต่ก็ไม่รู้จักสนทนา กล่าวคือ เด็กมักจะพูดแต่เรื่องของตนเอง ไม่สนใจที่จะรับฟังเรื่องของคนอื่น 
3. มีพฤติกรรมซ้ำๆ ความสนใจจำกัด และเปลี่ยนแปลงยาก เด็กออทิสซึมมักมีพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น เขย่งเท้า หมุนตัว สะบัดมือ เด็กบางรายชอบเอามืออุดหูเวลามีเสียงดังๆ เด็กมักมีความสนใจจำกัด เช่น บางรายชอบและจำโลโก้สินค้า บางรายชอบมองพัดลม ชอบมองของหมุนๆ บางรายชอบเอาของมาเรียงๆ บางรายที่มีพัฒนาการด้านต่างดีขึ้น อาจแสดงความสนใจที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องราวขึ้น แต่ก็ยังสนใจเฉพาะเรื่อง เช่น บางรายสนใจเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ไดโนเสาร์ วัดวาอาราม หรือวรรณคดีบางเรื่อง เช่น รามเกียรติ เป็นต้น เด็กเปลี่ยนแปลงยาก โดยตัวทำอะไรมักชอบทำตามกิจวัตรเดิม หากเปลี่ยนแปลงเด็กอาจแสดงท่าทีหงุดหงิดหรือกรีดร้องได้

การวินิจฉัย 
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษๆเพื่อวินิจฉัยโรคออทิสซึม แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติและการสังเกตพฤติกรรมของเด็กโดยถือเอาความผิดปกติทั้ง 3 ด้าน เป็นเกณฑ์ และอิงหลักเกณฑ์การวินิจฉัยจากสมาคมจิตแพทย์อเมริกันหรือตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก แต่ปัจจุบันเกณฑ์การวินิจฉัยยืดหยุ่นมากขึ้น โรคออทิสซึม Autistic Disorder จัดอยู่ในกลุ่ม PDD หรือ Pervasive Devilopmenta Disorder ซึ่งแพทย์บางท่านใช้คำว่า Autistic Spectrum Disorder(ASD) PDD หรือ ASD ถือเป็นคำที่กินความกว้าง และภาวะหรือโรคในกลุ่มนี้ นอกจาก Autistic Disorder แล้วยังมี Asperger Disorder ,Rett Disorder, Childhood Disintegrativr Disorder และ Pervasive Developmental Disorder NOSทั้งหมดของ PDDหรือADD พบความผิดปกติทางพัฒนาการทางสังคมคล้ายกันแต่มีความผิดปกติปลีกย่อยต่างกันออกไป
โดยทั่วไปในกรณีที่ชัดเจน กุมารแพทย์จะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยได้ แต่หากเป็นกรณีที่ซับซ้อนหรือก้ำกึ่ง จิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ทางพัฒนาการมักเป็นผู้ให้การวินิจฉัย

การรักษา 
หลักการรักษาที่สำคัญคือ การกระตุ้นพัฒนาการ โดยผู้ปกครองจะเป็นผู้ร่วมบำบัดที่สำคัญ ดังนั้นแพทย์ผู้ให้การวินิจฉัยจะต้องช่วยประคับประคองอารมณ์ของผู้ปกครองตลอดจนชี้ให้เห็นความสำคัญของผู้ปกครองด้วย เพราะผู้ปกครองหลายรายอาจเข้าใจผิดว่าหน้าที่ของการรักษาอยู่ที่บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

การกระตุ้นพัฒนาการ 
จะเน้นที่พัฒนาการด้านสังคมและการสื่อสาร โดยใช้หลักพฤติกรรมบำบัด เน้นการสร้างและเสริมพฤติกรรมที่ดี ร่วมกับการลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์
นอกจากนี้แล้ววิธีการบำบัดเฉพาะอื่นๆ ก็มีความจำเป็นเฉพาะรายไป เช่น อรรถบำบัด(การฝึกพูด) กิจกรรมบำบัด ธาราบำบัด การใช้ยา
หากเด็กสามารถเข้าโรงเรียนได้ การศึกษาพิเศษจะเป็นหลักการสำคัญของเด็กออทิสติกทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนรู้ ครั้งที่ 10 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

การเรียนการสอน



-การเรียนการสอน อาจารย์ให้นักศึกษานำเสนองานกลุ่มซึ่งมีเนื้อหา

เกี่ยวกับเด็กพิเศษที่มีความพกพร่องในด้านต่างๆ ดังนึ้-.

กลุ่มที่ นำเสนองานเรื่อง ภาวะการเรียนบกพร่อง (LD)  

กลุ่มที่ นำเสนองานเรื่องเด็กพิการทางสมอง  (CP)
กลุ่มที่ นำเสนองานเรื่องเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (สมาธิสั้น)
กลุ่มที่ นำเสนองานเรื่องดาว์นซินโดรม 

** สรุปเนื้อหาที่ได้จากการเรียนการสอน

ความบกพร่องในการเรียนรู้ 
ในเด็กที่มีสติปัญญาฉลาดในเกณฑ์ปกติหรือฉลาดเหนือกว่าเด็กอื่น 
แต่การเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายๆ ด้านช้ากว่าเพื่อนที่มีอายุเท่ากัน ทั้งๆ ที่เพื่อนอาจมี
สติปัญญาเท่ากันหรือต่ำกว่า การบกพร่องในการเรียนรู้ มิได้เกิดจากความเกียจคร้าน การขาดเรียน 
มีความพิการ หรือปัญหาทางอารมณ์ 

ลักษณะของเด็กดาวน์
ลักษณะทั่วไป เด็กดาวน์ทุกคนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ ศีรษะเล็ก หน้าแบน สันจมูกแบน ตาเล็กเฉียงขึ้น หูเล็ก ช่องปากเล็ก เพดานปากสูง คอสั้น แขนขาสั้น มือแบนกว้าง นิ้วมือ นิ้วเท้าสั้น ฝ่าเท้าสั้นระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนนิ่ม ข้อต่อยืดได้มาก ทำให้มีพัฒนาการการเคลื่อนไหวช้า และฝ่าเท้าแบนราบ ในบางราบอาจมีข้อกระดูกเคลื่อน จึงจำเป็นต้องมีการออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกเจริญเติบโตช้า ทำให้ตัวเล็กเตี้ย สันจมูกแบน ช่องปากเล็ก หูชั้นกลางอักเสบได้ง่าย มีความผิดปกติของกระดูกหูชั้นกลาง และชั้นใน ทำให้บางรายมีความบกพร่องทางการได้ยิน

สาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการดาวน์
  1. โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง พบได้ร้อยละ 95 %
  2. โครโมโซมคู่ที่ 14 มายึดติดกับคู่ที่ 21 พบได้ร้อยละ 4
  3. มีโครโมโซม ทั้งปกติในคนเดียวกันได้พบได้ร้อยละ 1
สมาธิสั้น 
เป็นความผิดปกติด้านพฤติกรรม เกิดจากการทำงานที่ไม่เหมาะสมของสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสมาธิ ทำให้เกิดการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันกับระบบสั่งงานอื่นๆ

สาเหตุงของภาวะสมาธิสั้น
สารเคมีในสมอง อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือพันธุกรรมที่มีผลต่อสมอง แม้ว่าจะยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าภาวะสมาธิสั้นมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

สาเหตุสมองพิการ
อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ประมาณร้อยละ 25 หาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วงระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตของสมอง คือ ตั้งแต่ระยะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 7-8 ปี